นนชานน ขอโทษผู้จัดงานสุพรรณหงส์ หลังเข้าใจผิดยังไม่ได้รางวัลตั้งแต่ปีที่แล้ว!!

นนชานน สันตินธรกุล ผู้คว้ารางวัลผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ ฉลาดเกมส์โกง ไปในปีที่แล้วได้ขึ้นมาเป็นผู้ประกาศรางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปีนี้ ซึ่งก่อนที่ หนุ่มนน จะประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงสาขาดังกล่าว เจ้าตัวได้เอ่ยถึงโมเมนต์หลังจากที่ตนได้รับรางวัลไปแล้วว่า

ดีใจมากครับที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้นะครับ ปีที่แล้วได้รางวัลไป กลับเข้าไปเจอพี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกว่าเดี๋ยวพี่เอาไปสลักชื่อให้ ทุกวันนี้ยังไม่ได้รางวัลถึงมือเลยครับ (ต้นหอม “ชื่อเรายาวหรือเปล่าคะ”) ไม่แน่ใจเหมือนกันครับผม ก็ยังไงฝากส่งไปที่บ้านผมด้วยนะครับผม

หลังจากที่ได้ฟังคำพูดดังกล่าวทำเอาหลายคนอดไม่ได้ที่จะตักเตือนนักแสดงหนุ่มว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวก็ได้ออกมาขอโทษทางผู้จัดงานสุพรรณหงส์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวแล้วว่าไม่ได้สื่อสารกับทางที่บ้านซึ่งได้รับรางวัลไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน จากคำพูดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควร และแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะ เพราะต่อให้ในความเป็นจริงนั้นไม่ได้รับจริงๆ ก็ไม่ควรพูดออกไปแบบนั้นอยู่ดี

“พี่สตาฟเดินมาหาผม แล้วเอารางวัลผมไปบอกว่าเดี๋ยวจะไปสลักชื่อ ทุกวันนี้ ผมยังไม่ได้รางวัลนั้นเลย” นี่เป็นคำพูดของผมที่พูดออกไปในงาน #สุพรรณหงส์28 ตอนได้รับเกียรติขึ้นไปประกาศรางวัลนำหญิง คำอาจจะไม่เป๊ะนะครับ แต่ก็ประมาณนั้น ผมต้องขอโทษทุกท่านด้วยครับ

ข้อแรก รางวัลนั้นทางบ้านผมได้เมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ได้สื่อสารกับทางที่บ้านเอง ตัวผมก็ไม่รู้นึกว่ายังไม่ได้ และ

ข้อสอง หลังจากที่ได้พูดออกไป ก็รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่ทำมันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรแค่ไหน ได้แสดงถึงความไม่โตมากพอ ขาดวุฒิภาวะ เพราะต่อให้ในความเป็นจริงนั้นไม่ได้รับจริงๆ ก็ไม่ควรพูดออกไปแบบนั้นอยู่ดี

วินาทีนั้นผมตื่นเวทีมากๆ ความคิดโง่ๆ ก็ดันผุดขึ้นมาแบบไม่คิดหน้าคิดหลังก่อนว่าจะทำให้คนอื่นเสียหายในภายหลัง ความคิดตื้นๆแค่ว่า “เออ อาจจะตลกดีก็ได้มั้ง”

สุดท้ายก็เลยได้แต่ตลกตัวเองที่ทำอะไรโง่ๆ ลงไป ทางบ้านเองก็ตกใจเพราะไม่ได้บอกอะไรเค้าก่อน ผมรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยอยากจะกราบขอโทษทุกๆท่านและทุกๆฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางผู้จัดงานสุพรรณหงส์อีกครั้งครับ

ทั้งนี้หลังจาก หนุ่มนน ได้ออกมาขอโทษทางผู้จัดงานสุพรรณหงส์ถึงความไม่เหมาะสมดังกล่าว เหล่าแฟนคลับรวมไปถึงผู้กำกับชื่อดังอย่าง ย้ง ทรงยศ ก็ได้คอมเมนต์ให้กำลังใจเจ้าตัวกันอย่างล้นหลาม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

เซธโรเกน ประกบคู่นักแสดงสาวในหนัง ก่อนมาเจอ ชาร์ลิซ เธอรอน ในหนัง Long Shot

เซธโรเกน (Seth Rogen) นักแสดงหนุ่มที่ไม่มีคำว่าธรรมดา เพราะตั้งแต่เข้าวงการมาก็สร้างสีสันโดดเด่นสุด ๆ ถึงกับใคร ๆ ต่างก็ยกให้เป็นเจ้าพ่อหนังสายห่าม โคตรฮา ตลกตัวพ่อ แถมที่สำคัญเขายังเคยประกบคู่นักแสดงสาวสวยมาเยอะ เราเลยจะพาคุณไปย้อนวันวานผลงานของหนุ่มเซธ ที่บอกเลยว่าวินาทีหนุ่ม ๆ อาจจะอยากเป็นเขาขึ้นมาเลยก็ได้

เริ่มที่ Knocked Up ในปี 2007 เขารับบทพระเอกที่ไม่ค่อยมีอนาคต กับสาวสวยอนาคตสดใสที่แสดงโดย แคเธอรีน ไฮเกล (Katherine Heigl) ผู้กำลังก้าวสู่หน้าที่การงานระดับพิธีกร ซึ่งความพีคของเรื่องมันอยู่ที่ว่า ทั้งสองดันไปวันไนท์สแตนด์จนเกิดตั้งท้อง ชีวิตที่แตกต่างกันของคนสองคน จะเป็นอย่างไร และจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยวิธีไหน

ต่อมาปี 2008 เขาได้เล่น หนัง Zack and Miri Make a Porno คู่กับ เอลิซาเบธ แบงก์ส (Elizabeth Banks) ในบทบาทของรูมเมตสุดซี้ เมื่อพวกเขากำลังเจอปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักหน่วง เลยปิ๊งไอเดียแบบเร่งด่วนด้วยการรวมตัวเพื่อน ๆ มาถ่ายหนังโป๊แบบมือสมัครเล่น ไม่รู้ว่าอย่างไร เพราะไป ๆ มา ๆ จากธุรกิจก็จะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไกลเกินเพื่อนเข้าซะแล้ว

ในปี 2014 เซธก็ได้ควงแขนสาวสวย โรส เบิร์น (Rose Byrne) ในหนังเรื่อง Neighbors สวมบทบาทคู่สามีภรรยาที่เพิ่งมีลูกเล็ก แต่ดันดวงตกมีแก๊งนักศึกษาย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้าน กลายเป็นการปะทะสุดแสบ กับแผนป่วน ๆ ที่จะหยุดยั้งความมันของนักศึกษาเลือดร้อนจอมปาร์ตี้ให้ได้

ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ถึงผู้ชายคนนี้จะเจอผู้หญิงสวยมาเยอะขนาดไหน ปี 2019 นี้ เขาขอยกทั้งใจให้กับว่าที่ประธานาธิบดีสาวสตรอง ชาร์ลิซ เธอรอน (Charlize Theron) แม้ว่าคนรอบตัวจะไม่เชื่อว่าความรักระหว่างหนุ่มปากหมากับสาวเพอร์เฟกต์มันจะเป็นไปได้ แต่เขาทั้งสองคนจะพิสูจน์ให้รู้ถึงความสัมพันธ์ครั้งนี้ว่ามันเรียล ในหนังโรแมนติกคอเมดีมาแรงแห่งยุค Long Shot นายโคตรแน่ ขอจีบตัวแม่หน่อย

นายโคตรแน่ ขอจีบตัวแม่หน่อย!
ว่าด้วยเรื่องราวของ เฟร็ด ฟลาสกี นักข่าวหัวขบถมากฝีมือที่มักจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนตลอดเวลา เขาได้พบกับ ชาร์ล็อตต์ ฟิลด์ หนึ่งในสตรีที่มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก เธอเป็นนักการเมืองสาวที่ทั้งสวยทั้งฉลาด แต่ก่อนที่จะเป็นแบบที่เธอเป็นทุกวันนี้ เธอเคยเป็นพี่เลี้ยงของเฟร็ดมาก่อน แถมยังเป็นรักแรกของเฟร็ดด้วย

เมื่อชาร์ล็อตต์ตัดสินใจลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี เธอจ้างเฟร็ดมาเป็นคนร่างสุนทรพจน์ให้ การโคจรกลับมาเจอกันครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความฮา เมื่อทั้งคู่ต้องผจญภัยพร้อมกับรำลึกความหลังไปด้วยกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

บองจุนโฮ พา “Parasite” คว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2019

บองจุนโฮ พา “Parasite”

บองจุนโฮ กับภาพยนตร์ตลกร้ายระทึกขวัญเรื่อง Parasite ที่เล่าเรื่องราวของพัฒนาการการเหลื่อมล้ำของสังคมได้คว้ารางวัลใหญ่ที่สุดประจำเทศกาลหนังเมืองคานส์ไปครอง โดยถือเป็นผู้กำกับชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2017

เขาเคยนำภาพยนตร์เรื่อง Okja มาฉายที่คานส์ ซึ่งกลายเป็นกระแสฮือฮาเพราะเป็นผลงานแรกจาก Netflix ที่ได้รับโอกาสในการเข้าฉายในเทศกาลหนังดังกล่าว

บองจุนโฮ ค่อยๆ สร้างชื่อจากในประเทศในช่วงยุคปี 2000 โดยเฉพาะ Barking Dogs Never Bite และ Memories of Murder ก่อนที่จะกลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลกจาก The Host หนังสัตว์ประหลาดที่เสียดสีสังคมอันเห็นแก่ตัวได้อย่างถึงแก่น หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานเด่นๆ ตามมาเรื่อยๆ ทั้ง Snowpiercer, Okja และล่าสุดกับ Parasite ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

ด้านรางวัลกรังด์ปรีซ์ที่หลายคนจับตามองเช่นกันก็ตกเป็นของ Atlantics ผลงานการกำกับของ มาติ ดิออป ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้กำกับหญิงผิวสีคนแรกในรอบ 72 ปีของเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่คว้ารางวัลใหญ่มาครองได้ (เธอเป็นชาวฝรั่งเศส-เซเนกัล) กับเรื่องราวของผู้อพยพสาวที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวอันไม่คาดฝัน ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยกล่าวว่ารู้สึกเศร้าเล็กน้อยที่กว่าภาพยนตร์จากผู้กำกับหญิงชาวแอฟริกันจะได้ฉายที่คานส์ก็ต้องรอถึงปี 2019 เลยทีเดียว

รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตกเป็นของ ซีลิน เชียมมา จากภาพยนตร์เรื่อง Portrait of a Lady on Fire ส่วนสองพี่น้องรุ่นใหญ่จากเบลเยียม ฌอง-ปิแอร์ และ ลุค ดาร์เดนน์ คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Young Ahmed ในขณะที่รางวัลทางการแสดงตกเป็นของ เอมิลี บีแชม จาก Little Joe และนักแสดงสุดเก๋า แอนโตนิโอ แบนเดอรัส จาก Pain and Glory ที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงและชายยอดเยี่ยมตามลำดับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ริดลีย์สก็อตต์ แฉคดีเรียกค่าไถ่กระฉ่อนโลก All the Money in the World

ริดลีย์สก็อตต์ แฉคดีเรียกค่าไถ่กระฉ่อนโลก

ริดลีย์สก็อตต์ นำทีม 3 นักแสดง คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, มาร์ค วาห์ลเบิร์ก, มิเชล วิลเลียมส์ แฉคดีเรียกค่าไถ่อำมหิตระทึกโลก All the Money in the World

หากเอ่ยถึงชื่อของผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) เชื่อว่าคอหนังทั่วโลกต่างต้องรู้จักเขาคนนี้เป็นอย่างดี ด้วยการเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วถึง 3 ครั้งจากสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายแนวจากภาพยนตร์เรื่องดังที่มีแพคทีมนักแสดงแถวหน้ามาร่วมถ่ายทอดบทบาทกันอย่างทรงพลัง อาทิ Alien, Gladiator, Black Hawk Down, American Gangster, Prometheus, The Martian

และอื่น ๆ อีกมากมายที่ล้วนกลายเป็นหนังทำเงินทั่วโลกกว่าหลายพันล้านเหรียญฯ รวมถึงยังกลายเป็นหนังในดวงใจของผู้ชมในทันที อีกทั้งปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ฝีมือและผลงานของริดลีย์นั้นต่างท้าทายและน่าจับตามากยิ่งขึ้นในทุก ๆ ปีที่เขาเดินหน้าผลิตงานภาพยนตร์ออกมา

รวมไปถึงหนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง All the Money in the World ค่าไถ่อำมหิต ภาพยนตร์ ทริลเลอร์-อาชญากรรมเข้มข้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องลึกของคดีเรียกค่าไถ่ที่ทั้งโลกต้องช็อก ผ่านฝีมือ 4 นักแสดงระดับคุณภาพชั้นยอดของวงการอย่าง

มาร์ค วาห์ลเบิร์ก แอ็คชั่นสตาร์หนุ่มจาก Transformers, Deepwater Horizon ที่จะกลับมาถ่ายทอดบทบาทคุณภาพอีกครั้งหลังจากในหนังเยี่ยมดีกรีออสการ์อย่าง The Fighter, The Departed ร่วมด้วย มิเชล วิลเลียมส์ ดาราสาวฝีมือพรีเมียมผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วถึง 4 ครั้งจาก Brokeback Mountain, Blue Valentine, My Week with Marilyn, Manchester by the Sea คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ นักแสดงชั้นครูยอดฝีมือเจ้าของรางวัลออสการ์สมทบชายยอดเยี่ยมจาก Beginners และ ชาร์ลี พลัมเมอร์ หนุ่มลุคหล่อเท่จากซีรีส์แก๊งสเตอร์ฮิต Boardwalk Empire

เล่าถึงเรื่องราวจากชีวประวัติของบุคคลสุดอื้อฉาวที่มีตัวตนอยู่จริง จอห์น พอล เก็ตตี้ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) มหาเศรษฐีรวยล้นฟ้าผู้ใช้ชีวิตท่ามกลางเงินทอง แต่เขากลับขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่ขี้เหนียวและเขี้ยวลากดินที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก ด้วยการมองทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจแม้แต่ชีวิตของคนในครอบครัว เมื่อวันหนึ่ง จอห์น พอล เก็ตตี้ที่ 3 (ชาร์ลี พลัมเมอร์) หลานชายของเขาได้ถูกกลุ่มโจรลักพาตัวไปพร้อมกับตั้งค่าไถ่ด้วยจำนวน 17 ล้านเหรียญฯ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่จ่ายแม้แต่แดงเดียว เหตุนี้ เกล เก็ตตี้ (มิเชล วิลเลียมส์) ผู้เป็นแม่ของเด็กหนุ่ม และ เฟล็ตเชอร์ เชซ (มาร์ค วาห์ลเบิร์ก) ที่ปรึกษาหนุ่มอดีตสายลับของเก็ตตี้ จึงต้องหันออกมารับมือกับแก๊งโจรเรียกค่าไถ่ด้วยตนเอง พร้อมกับยังต้องต่อสู้กับความเคี่ยวของมหาเศรษฐีผู้เป็นปู่แท้ ๆ ของลูกชายเธอ

รวมทั้งภาพยนตร์ยังถือเป็นการรวมทีมสร้างระดับมาสเตอร์พีซมาร่วมเนรมิตองค์ประกอบของงานภาพและงานอาร์ตอย่างสุดพิถีพิถัน ครบถ้วนทุกรายละเอียดความเนี้ยบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับภาพ ดาริอุส วอลสกี้ จาก The Martian, Prometheus ผู้ออกแบบงานสร้าง อาร์เธอร์ แมกซ์ จาก Exodus, American Gangster ผู้ออกแบบฉาก เลธทิเชียร์ ซานทุชชี่ จาก Wonder Woman, Ben-Hur ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แจนตี้ เยทส์ จาก Robin Hood, Kingdom of Heaven และผู้แต่งดนตรีประกอบ แดเนียล แพมเบอร์ตัน จาก Steve Jobs, The Man from U.N.C.L.E.

“ในแง่หนึ่ง จอห์น พอล เก็ตตี้ เป็นคนที่ทั้งกล้าหาญและเฉลียวฉลาด ณ ตอนนั้นช่วง 1948 คงยังไม่มีใครบ้าคลั่งพอที่จะบินไปตะวันออกกลางเพื่อซื้อที่ดินและน้ำมัน แต่ทั้งโลกก็ช็อกและรู้จักเขาในทันทีเมื่อเขาตอบว่า จะไม่มีการจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อไถ่ตัวหลายชายคืนมา แต่ผมมองว่านี่ถือเป็นการส่งข้อความให้แก่กลุ่มโจรนั้น ถ้ามองในปัจจุบันพวกเขาอาจเปรียบดั่งเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งรัฐบาลย่อมไม่ต่อรองกับพวกนี้อยู่แล้ว การตัดสินใจกระทำครั้งนี้ของเก็ตตี้เหมือนอยู่เหนือกาลเวลา” ผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ เอ่ยถึงไอเดียต่อมหาเศรษฐี จอห์น พอล เก็ตตี้

All the Money in the World คือผลงานที่มาแรงกลายเป็นที่จับตาของคอหนังทุกคนด้วยการเดินหน้าเจาะเข้าชิงรางวัลจากเวทีใหญ่มาแล้วอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากการเข้าชิงเวที สมาคมนักวิจารณ์นอร์ทแคโรไลนา (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม-คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) ต่อเนื่องด้วยเวที ลูกโลกทองคำ (นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ดราม่า–มิเชล วิลเลียมส์, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม-คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, ผู้กำกับยอดเยี่ยม-ริดลีย์ สก็อตต์), เวที บาฟตา อวอร์ดส์ (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม-คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) และล่าสุดกับเวที ออสการ์ (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม-คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) เวทีสำคัญที่สุดของปีและมีผู้เฝ้ารอติดตามผลมากที่สุดของโลก อีกทั้งนี่ยังถือเป็นภาพยนตร์ที่กวาดคำชมเด็ดขาด ด้วยการ Certified Fresh พุ่งสูงถึง 77% บนเว็บไซต์รวมคำวิจารณ์ชื่อดัง Rotten Tomatoes ทุกสื่อการันตีถึงความสมบูรณ์แบบ ชื่นชมยกย่องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ อาทิ

“พลัมเมอร์ และ วิลเลียมส์ มอบการแสดงครั้งยอดเยี่ยม” – New York Daily News

“ทริลเลอร์ชั้นเยี่ยมจาก ริดลีย์ สก็อตต์ การแสดงระดับเพอร์เฟคท์” – Vanity Fair

“เนื้อหาที่สุดขั้วกับทีมนักแสดงชั้นยอดที่น่าจดจำ” – Daily Telegraph

“สนุกมาก โดยเฉพาะการแสดงของ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์” – Reuters

“เหนือว่ามาตรฐานของหนัง ริดลีย์ สก็อตต์ ขึ้นไปอีก” – Variety

คอหนังเมืองไทยร่วมพิสูจน์ความเยี่ยมและเรื่องราวสุดเข้มข้นไปพร้อมกันใน All the Money in the World ฆ่าไถ่อำมหิต 22 กุมภาพันธ์ 2018 ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.kapook.com

อินเดียนาโจนส์ แล้ว จะไม่มีตัวละครนี้อีกต่อไป แฮร์ริสัน ฟอร์ด พูดชัด

อินเดียนาโจนส์ แล้ว จะไม่มีตัวละครนี้อีกต่อไป

อินเดียนาโจนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีที่ออกเดินทางตามล่าขุมทรัพย์ทั่วโลกนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งคาแรกเตอร์ภาพจำให้กับนักแสดงหนุ่ม แฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ภาคต่อที่สี่ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull (2008) นั้นทำรายได้รวมจากทั่วโลกไปไม่น้อยถึง 786.6 ล้านเหรียญ แฟน ๆ ต่างก็ให้การสนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังที่จะได้เห็นภาคต่อที่ 5 แม้ว่าจะห่างจากภาคต่อที่แล้วมานานถึง 11 ปีแล้วก็ตาม

ล่าสุดนักแสดงหนุ่ม แฮร์ริสัน ฟอร์ด ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ Today ของช่อง NBC โปรโมตหนังแอนิเมชั่น The Secret Life of Pets 2 ที่เจ้าตัวได้ให้เสียงพากย์เป็น รูสเตอร์ สุนัขที่มีเอกลักษณ์ด้วยการผูกผ้าพันคอสีแดงลายจุดสีขาว แต่ช่วงหนึ่งของการพูดคุยกันนั้นเขาได้พูดถึงตัวละคร อินเดียนา โจนส์ อีกด้วย โดยเขาหวังว่าหากเขาเกษียณจากบทนี้ จะไม่มีคนมารับบท อินเดียนา โจนส์ อีก

จะไม่มีใครได้เป็น อินเดียนา โจนส์ ไม่เข้าใจเหรอ ผมเป็นอินเดียนา โจนส์ เมื่อผมจากบทนี้ไปแล้ว เขาก็ไปด้วยเหมือนกัน มันง่ายแบบนี้แหละ

เชื่อว่านักแสดงรุ่นใหญ่ได้ประกาศชัดแบบนี้แล้ว หากเขาเกษียณจากบทนี้จริง ๆ ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีใครอาจหาญเชิญนักแสดงคนอื่นมารับบทนี้แทนเขาเป็นแน่ แต่อีกไม่นานเกินรอนี้ก็จะได้เห็นผลงานหนังอินเดียนา โจนส์ ที่คาดว่าน่าจะเป็นภาคต่อที่ 5 ออกมาให้ได้ดูกันในปี 2021 หลังจากนี้คงจะมีข่าวเกี่ยวกับหนังมาให้ได้ติดตามกันอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

เจนนิษฐ์ เผยความสัมพันธ์สุดพิเศษกับ มิวสิค ในตัวอย่างแรกของหนังดรามา Where We Belong

เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ, มิวสิค แพรวา สุธรรมพงษ์ มาเป็นตัวแสดงหลัก พร้อมด้วย แพนด้า จิดาภา แช่มช้อย, นํ้าหนึ่ง มิลิน ดอกเทียน, ปูเป้ จิรดาภา อินทจักร, ฝ้าย สุมิตรา ดวงแก้ว และ ตาหวาน อิสราภา ธวัชภักดี มาร่วมแสดง โดยเล่าเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิต

ในตัวอย่างนี้เผยให้เห็นความสัมพันธ์ของสองตัวละคร ซู (เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ) และ เบล (มิวสิค แพรวา สุธรรมพงษ์) ที่เป็นเพื่อนสนิทตัวติดกันเหมือนกับแฝด โดยหนังเผยให้เห็นสายสัมพันธ์อันแนบแน่นยากจะตัดขาด

ว่าด้วยเรื่องราวของ ซู วัยรุ่นสาวที่ใช้ช่วงเวลาอาทิตย์สุดท้ายสะสางชีวิตส่วนตัวในจังหวัดจันทบุรี ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศจากการสอบชิงทุนที่พ่อเธอไม่เห็นด้วย และได้ เบล เพื่อนสนิทมาช่วยเหลือจัดการภารกิจนี้ให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเคลียร์กับพ่อ ประสานรอยร้าวกับเพื่อนๆ หัดแต่งหน้า ช่วยเพื่อนให้สมหวังในความรัก และบอกความในใจกับคนที่แอบชอบ

Where We Belong ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า เข้าฉายในไทย 20 มิถุนายน 2019

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

จีจ้าญาณิน นำทีมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานกองถ่ายต่างประเทศ ในงาน TIFDF2018

จีจ้าญาณิน นักแสดงบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทย, เดวิด อัศวนนท์ นักแสดงเจ้าบทบาทของวงการภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ และพระเอกหนุ่ม เจมส์ มาร์ พร้อมด้วยโชว์เปิดงานชุดพิเศษ “Colorful Thailand – A True Senses of Thailand’s Film Destinations”

โดย โมสต์ วิศรุต พร้อมด้วยเหล่านายแบบและนางแบบจาก The Face Thailand เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดยในปีนี้กิจกรรมได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Colorful Thailand – A True Sense of Thailand’s Film Destinations ที่นำเสนอความหลากหลายในแต่ละด้านของประเทศไทยทั้งสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ทางธรรมชาติ โบราณสถาน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ วัฒนธรรม ประเพณี สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งกำหนดให้เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” ทั้งนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมามีทีมผู้สร้าง ผู้ผลิต กองถ่ายทำจากต่างประเทศ ทั้งภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ มิวสิควิดีโอ สารคดี เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากถึง 810 เรื่อง

โดยในปีนี้ก็ยังคงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศเหมือนอย่างเคย โดยมี 3 กิจกรรมหลักคือ การแข่งขันการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นในประเทศไทย, การจัดฉายภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย และ การประกาศรางวัลการแข่งขันการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นในประเทศไทย ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Thailand International Film Destination Festival

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

ชินชินวุฒ สุดตื่นเต้น รับบทช่างสักใน “แช่ง”คืนจอเงินในรอบ 5 ปี

ชินชินวุฒ สุดตื่นเต้น รับบทช่างสักใน “แช่ง”

ชินชินวุฒิ อินทรคูสิน และล่าสุดเขาเตรียมคัมแบ็คสู่จอเงินอีกครั้งกับการสวมบทบาทสุดท้าทายในภาพยนตร์เรื่อง “แช่ง” ตอน “แทททู” นั่นเอง
หากจะเอ่ยถึงผลงานภาพยนตร์เรื่องท้ายสุดที่ ชิน ชินวุฒ ฝากเอาไว้ ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วกับหนังเรื่อง “ทองสุก 13” และสำหรับการหวนคืนสู่วงการหนังไทยในครั้งนี้ หนุ่มชินก็ยอมรับว่า ต้องทำการบ้านกันยกใหญ่เลยทีเดียว

“หลังปลดประจำการผมได้มีโอกาสเล่นทั้งหนังและละครพร้อมๆ กันเลย ถือว่าเป็นเรื่องดีๆ เลยนะ โดยเฉพาะงานหนัง ผมไม่ได้เล่นมา 5 ปีแล้ว” ชิน ชินวุฒ เผย ก่อนกล่าวต่อว่า “ในตอน แทททู ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ตอนจากหนังเรื่อง แช่ง

ผมรับบทเป็น เฟรดดี้ ช่างสักที่คนในวงการสักด้วยกันให้ความนับถือ เฟรดดี้เป็นคนพูดน้อย นิ่งๆ แต่หวง ลันตา แฟนของตัวเองมาก ขนาดเลิกกับลันดาไปแล้วก็ยังทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาไม่มีความรักที่มีความสุขได้” โดยนักแสดงหนุ่มยอมรับว่า บทนี้ตรงข้ามกับตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นอย่างมาก เพราะเขาเข้าใจเรื่องความรัก เวลาที่เลิกกับแฟนเก่าแต่ละคน หนุ่มชินก็จะยอมรับเหตุผลที่ต้องเลิกกันไปแบบไม่คิดอะไรมาก แถมบางคนยังกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกด้วย

แม้ว่าจะต้องเล่นบทที่แตกต่างจากตนเอง แต่ ชิน ก็ยอมรับว่าไม่หนักใจนัก เพียงแค่ต้องทำการบ้านอย่างหนักก็เท่านั้น “ก่อนเข้าฉากผมจะคุยกับพี่จิต ซึ่งเป็นผู้กำกับทุกครั้งว่า ฉากนี้ เฟรดดี้ เขาคิดอะไรอย่างไรบ้าง ทำไมถึงทำตัวแบบนี้ พยายามสวมวิธีคิดของ เฟรดดี้ เข้าไป เลยทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ผมชอบหนังเรื่องนี้นะ จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ เฟรดดี้ พูดประมาณว่า “มึงเป็นของๆ กู” ซึ่งสุดท้ายแล้วหนังก็สะท้อนให้เห็นว่า “คน” ไม่ใช่สิ่งของที่เราจะยึดเอาไว้เป็นของตัวเอง จะทำให้เราปล่อยวางได้มากขึ้นครับ” ชินกล่าว

ภาพยนตร์เรื่อง แช่ง ผลิตโดยค่าย มันเวิร์ค โปรดักชั่น และได้ จิต กำเหนิดรัตน์ มาทำหน้าที่ผู้กำกับ นอกจาก ชิน จะมารับบทเด่นในตอน แทททู แล้ว ก็ยังได้ กวาง-วรรณปิยะ ออมสินนพกุล มารับบทอดีตคนรักเก่าของตัวละคร เฟรดดี้ นั่นเอง มีคิวเข้าฉายวันที่ 16 มกราคม 2562 ทุกโรงภาพยนตร์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

สี่พลังคนกายสิทธิ์ Fantastic Four

สี่พลังคนกายสิทธิ์ เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นธรรมดา 4 คนที่สามารถหายตัวสลับเข้าไปในโลกที่มีความอันตรายได้ ซึ่งร่างกายของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าทึ่ง ชีวิตพวกเขาพลิกผันไปอย่างไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้ ทั้งทีมต้องศึกษาวิธีควบคุมความสามารถใหม่ของพวกเขา และร่วมมือกันปกป้องโลกจากเพื่อนเก่าที่กลายมาเป็นศัตรู

หนัง : สี่พลังคนกายสิทธิ์ (Fantastic Four)
ประเภทหนัง : Action, Sci-Fi, Adventure
จัดจำหน่ายโดย : 20th Century Fox
ผู้กำกับ : Josh Trank
วันที่เข้าฉาย : 6 สิงหาคม 2558
นักแสดงนำ : Miles Teller Kate Mara Michael B. Jordan

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

จอห์นวิค เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ไม่เหมือนใครในจักรวาล

จอห์นวิค คือฉากแอ็คชั่นสุดมันส์

จอห์นวิค ที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี คิวบู้ที่ลงตัว โดยในแต่ละฉากนั้น ผ่านการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนว่าผู้ชมจะได้เห็นการต่อสู้แบบไหนในฉากเหล่านี้ โดยภาคที่ 3 อย่าง Parabellum ได้นำเสนอการต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ อาทิ การต่อสู้ด้วยมือเปล่า อาวุธและของมีคม (ในแบบที่ผู้ชมต้องเสียวผิวหนัง ยามที่ตัวละครหยิบจับมีดหรือดาบ) ฉากยิงปืน ฉากต่อสู้บนม้า หรือการไล่ล่าบนรถมอเตอร์ไซต์ความเร็วสูงที่ดูแนบเนียน กลมกลืนและไม่หลอกตา สไตล์เฉพาะตัวของหนัง John Wick ทั้ง 3 ภาคนั้น มาจากผลงานการกำกับของ แชด สตาเฮลสกี้ อดีตสตันท์แมนและผู้ออกแบบคิวบู๊ในหนังแอ็คชั่นมากมาย

ในโลกที่เต็มไปด้วยแสงนีออนของจอห์น วิคนั้น หากเราลองสังเกตรายละเอียดให้ดีแล้ว เราจะพบว่าในหลายสถานการณ์ที่หนังเรื่องนี้ดำเนินไปนั้น มักจะเป็นช่วงเวลากลางคืน และบรรยากาศแวดล้อมจะดูไม่น่าไว้วางใจซักเท่าไหร่ ซึ่งช่วยสะท้อนโลกของจอห์น วิคออกมาได้เป็นอย่างดี

ประเด็นใหม่ๆใน John Wick: Chapter 3 คือการพาคนดูไปดูแง่มุมการทำงานของ “สภาสูง” ว่ามีกระบวนการจัดการอย่างไรกับเหตุการณ์ที่จอห์น วิคได้ลงมือละเมิดกฎและลงมือสังหารคนในโรงแรมคอนทิเนลตัน (พื้นที่ห้ามนองเลือด) และยังส่งผลต่อคนรอบตัวของจอห์น ที่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเขา ประกอบกับหนังภาคนี้ ยังนำเสนอไอเท็มใหม่ๆในโลกอาชญากร ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่จอห์น วิค เก็บของสำคัญบางอย่างไว้ในหอสมุดนิวยอร์กเพื่อนำออกมาใช้ในยามคับขัน พันธะเลือดที่เขาเคยทำไว้กับโซเฟีย (ฮัลลี่ เบอร์รี่) เมื่อในอดีต การเปิดแง่มุมความรักที่เขาเคยมีกับภรรยาเมื่อนานมาแล้ว อีกทั้งเผยให้เราเห็นว่า “บาบายาก้า” ที่จอห์น วิคเคยเอ่ยถึงนั้น ที่จริงแล้วมันคืออะไร ปกครองโดยใคร ทำหน้าที่อะไรในแวดวงอาชญากร

ในช่วง 30 นาทีแรกของเรื่องที่อัดแน่นไปด้วยฉากแอ็คชั่นสุดทะเยอทะยาน เราจะพบว่า เมื่อหนังพยายามเล่ารายละเอียดในจักรวาลของจอห์น วิค กราฟความสนุกและน่าสนใจของเรื่องราวก็ลดฮวบ อาจจะเป็นเพราะว่าข้อมูลบางอย่างที่ถูกใส่เข้ามานั้น เราก็แอบอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันเป็นการเขียนบทแบบ “แถ” เพื่อขยายจักรวาลของตัวเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าโดดเด่นและน่าจดจำเอามากๆ ก็คือตัวละครโซเฟียของฮัลลี่ เบอร์รี่ ที่นอกจากจะเท่แล้วยังเปรี้ยวเข็ดฟัน โดยเฉพาะบรรดาฉากต่อสู้ที่เธอต้องสาดกระสุนปืนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับสั่งหมาของตัวเองให้จู่โจมศัตรู บอกได้เลยว่า ถ้าหากเธอต้องประกบแสดงคู่กับจอห์น วิคทั้งเรื่อง รับรองว่าฝ่ายชายต้องมีดรอปกันบ้างล่ะคราวนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com