อาร์มาเกดดอนของ ไมเคิล เบย์ ต้องอายม้วน

อาร์มาเกดดอน นี่คือหนังไซไฟของจีนระดับบล็อกบัสเตอร์เรื่องแรก ซึ่งสร้างปรากฏการณ์เป็นหนังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในประเทศจีนขึ้นอันดับ 2 เป็นที่เรียบร้อยด้วยรายได้ประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 2 สัปดาห์ที่เข้าฉายช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา (และ Endgame น่าจะเข้ามาเบียดในไม่ช้า) เรียกว่ากระแสดีจนเน็ตฟลิกซ์ต้องซื้อสิทธิ์มาฉายบนระบบของตัวเอง และก็เป็นโอกาสดีที่ชาวไทยเราจะได้ชมหนังสุดยิ่งใหญ่เรื่องนี้ในแบบทั้งเสียงภาษาจีน ภาษอังกฤษ และภาษาไทย คือมาให้ครบสุดแต่จะชอบเลย

หนังดัดแปลงจากนิยายของนักเขียนชาวจีนนามว่า หลิวฉือซิน ที่เขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์มาแล้วมากมาย ทั้งยังเป็นเจ้าของรางวัลระดับโลกอย่าง Hugo Awards ที่มอบให้กับนิยายแนวไซไฟยอดเยี่ยมจากหนังสือไตรภาคชุด The Remembrance of Earth’s Past ซึ่งมีฉบับแปลไทยในชื่อ ดาวซานถี่ อุบัติการณ์สงครามล้างโลก ด้วย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันระดับหนึ่งว่าเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ในหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นปี 2000 ชื่อ The Wandering Earth (流浪地球) นี้ ย่่อมมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับด้วยแน่นอน

หลิวฉือซิน นักเขียนเอเชียคนแรกที่ได้รางวัล Hugo

แต่กระนั้นพอพี่จีนทำอะไรแล้ว มันย่อมไม่ใช่ธรรมดาอย่างแน่นอน จากแนวคิดตั้งต้นของหลิวฉือซินที่ว่า ดาวฤกษ์นั้นมีอายุไข และดวงอาทิตย์เองก็เช่นกัน หากเมื่อถึงช่วงเวลานั้นจริง โลกเราจะอยู่รอดอย่างไร นำมาสู่พลอตสุดทะเยอทะยานที่ฟากฝั่งตะวันตกคงไม่เคยคิดมาก่อน นั่นคือการเปลี่ยนโลกให้เป็นยานอวกาศยักษ์ ขับเคลื่อนด้วยพลังไอพ่นจากการเผาหินขนาดยักษ์ เพื่อออกจากวงโคจรของระบบสุริยะไปหาดวงอาทิตย์ดวงใหม่ที่ไกลออกไป 4.2 ล้านปีแสง ด้วยโปรเจกต์ ดาวเคราะห์โลกพเนจร ที่ต้องดำเนินการกันยาวนานหลายช่วงอายุคนทีเดียว

หนังได้ผู้กำกับหน้าใหม่แต่อายุไม่น้อยอย่าง กวูเฟิง มากำกับ โดยมีดาราดังจากจีนมาแสดงนำทั้ง อู๋จิง, อู๋ม่งต๊ะ และดาราหน้าใหม่ดาวรุ่งอีกหลายคน โดยเฉพาะ ชวีฉูเชียว ที่รับบทนำแทบแบกหนังทั้งเรื่องทีเดียว

 

เรื่องราวก็อยู่กับสูตรสำเร็จแนวดราม่าครอบครัวของนักบินอวกาศชาวจีนที่ต้องรับภารกิจออกไปนำทางการโคจรล่วงหน้าให้กับโลก เพื่อแลกสิทธิ์ที่จะให้พ่อกับลูกชายของตนเองได้เข้าอยุ่ในเมืองใต้ดินที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องรอสุ่ม ซึ่งประชากรที่ไม่ได้รับสิทธิ์ก็อยู่บนผิวโลกต่อไป และแน่นอนว่าต้องตายในไม่ช้าด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปหลังจากไม่มีดวงอาทิตย์ เขาให้สัญญากับลูกชายไว้ว่า เมื่อลูกชายมองเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่า เมื่อนั้นพ่อจะกลับมาหา ซึ่งนั่นก็คือเวลาราว 17 ปีที่โลกจะเดินทางไปถึงดาวพฤหัสบดีเพื่อใช้แรงโน้มถ่วงเหวี่ยงโลกให้เดินทางได้ไกลออกไปด้วย (แนวคิดแบบกระสวยที่ใช้แรงโน้มถ่วงโลกเหวี่ยงเพื่อเดินทางไปดวงจันทร์) และก็ตามสูตรลูกชายโตมากลายเป็นเด็กมีปม ดื้อและต่อต้านพ่อที่ทิ้งเขาไป และก็ตามสูตรต่อมาว่าลูกชายจับพลัดจับผลูติดห้อยไปกับภารกิจของหน่วยกู้ภัยของจีนที่ต้องไปซ่อมฐานแรงขับด้วยอุปกรณ์แกนเบา ด้วยว่าฐานแรงขับเกิดเสียหายเมื่อเจอแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวพฤหัสบดี อันจะทำให้โลกไม่มีแรงหนีพอที่จะเหวี่ยงตัวและจะกลายเป็นพุ่งชนดาวพฤหัสบดีแทน

ส่วนคนพ่อที่อยู่บนสถานอวกาศก็ทำได้แต่เพียงรับรู้เฝ้าดู เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จะถูกเอไอที่ควบคุมยานขัดขวางด้วยตรรกะความสมเหตุสมผลไปทั้งหมด (อารมณ์เอไอนี่เหมือนญาติห่าง ๆ จากเจ้าเอไอในเรื่อง 2001: A Space Odyssey) และก็ตามสูตรอีกนั่นล่ะว่าหนังต้องรวมพลังมนุษยชาติเพื่อแก้วิกฤตโดยมีคนจีนเป็นหัวเรือใหญ่สำคัญ แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้บอกว่าเป็นรัฐบาลจีนเลยแบบที่หนังฝั่งฮอลลีวู้ดชอบอวยประธานาธิบดี จริง ๆ ก็นึกภาพแบบท่านสีจิ้นผิงมาพูดโน้มน้าวชาวโลกไม่ออกเหมือนกันนะ ก็นับว่าหนังสร้างความแตกต่างได้อยู่เหมือนกันโดยเฉพาะที่ฉากสำคัญย้ายมาเกิดที่อินโดนีเซียด้วย

ในแง่ความสนุุกนั้นก็มีจุดที่รู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง ด้วยหนังสเกลใหญ่มากก็ต้องมีหลุดบ้างเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะซีจีบางจุดที่ดูยังเคลื่อนไหวไม่เนียนตา หรือบทบังเอิญที่มีอยู่นิดหน่อย แต่ที่เอ๊ะมาก ๆ ก็คงเป็นชื่อเรื่องที่แปลว่าโลกเดินทางไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ซึ่งไม่จริงเพราะหนังบอกอยู่แล้วว่าโลกจะไปหาบ้านใหม่ที่ไหน และอีกเรื่องก็คือแนวคิดเรื่องการดันโลกพุ่งออกไปนี่ล่ะ ที่คิดว่าการที่โลกหยุดหมุนรอบตัวเองมันต้องทำให้เกิดผลที่ผิดหลักการทางวิทยาศาสตร์อะไรสักอย่างแน่ ๆ แต่ก็ได้แต่เอ๊ะไปกับมันเรื่อย ๆ เพราะถ้าไม่ยอมรับจุดนี้ก็เหมือนจะกลายเป็นดูหนังไม่ได้ทั้งเรื่องนั่นล่ะ เอาเป็นว่าหนังก็ตั้งคำถามชวนให้ถกเถียงในแง่วิทยาศาสตร์กันสนุกดีนะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *