จอร์จลูคัส x สตีเวน สปีลเบิร์ก มิตรภาพของสองคนทำหนังผู้ทรงพลังแห่งฮอลลีวูด

จอร์จลูคัส และ สตีเวน สปีลเบิร์ก สองผู้กำกับระดับโลกโคจรมาเจอกันครั้งแรกในปี 1967 สมัยที่สปีลเบิร์กอายุได้ 18 ปี ขณะที่ลูคัสอายุได้ 20 และการพบกันครั้งนั้นได้กลายมาเป็นจุดกำเนิดของมิตรภาพของคนหนุ่มสองคน ที่ในอนาคต พวกเขาจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาอย่างยาวนานตลอดหลายสิบปี

ปี 1967 เกิดการจัดงานเทศกาลหนังครั้งใหญ่ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียร์แอลเอ (UCLA) และลูคัส -ซึ่งเป็นนักศึกษาฟิล์มจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย- ก็ได้เข็นหนังสั้นความยาว 15 นาทีที่ตัวเองกำกับและเขียนบทออกมาฉายในชื่อ Electronic Labyrinth: THX 1138 4EB หนังที่่ว่าด้วยมนุษย์ในโลกอนาคตที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐทุกระเบียดนิ้ว ความปรารถนาส่วนตัวใดๆ จะถูกนับเป็นอาชญากรรม (ในเวลาต่อมา หนังเรื่องนี้พัฒนากลายมาเป็นหนังยาวในชื่อ THX 1138 และออกฉายปี 1971) และในงานนั้น มีเจ้าหนุ่มเชื้อสายยิววัย 18 คนหนึ่งนั่งดูอยู่ด้วย และหนังล้ำโลกของลูคัสได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงสปีลเบิร์กอย่างรุนแรง

“THX 1138 ทำผมอิจฉาแทบตาย” สปีลเบิร์กในวันที่เขากลายเป็นคนทำหนังชื่อก้องโลกไปแล้วเล่าย้อนความ “ตอนนั้นผมอายุ 18 ปีและลองกำกับหนังสั้นมาแล้วสัก 15 เรื่องได้ แต่ตอนนั้นเอง เจ้าหนังเล็กๆ เรื่องนั้นมันยอดเยี่ยมกว่าหนังทุกเรื่องที่ผมเคยกำกับมาเสียอีก”

หากแต่เส้นทางของทั้งคู่ก็ไม่ได้บรรจบกันง่ายดายนัก กว่าที่ลูคัสและสปีลเบิร์กจะหวนกลับมาเจอกันอีกครั้งก็อีกหลายปีให้หลัง เมื่อลูคัสเดินทางไปยังบ้านของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (The Godfather, Apocalypse Now) และดันเห็นหนังเรื่อง Duel (1971) ของสปีลเบิร์กที่ถูกวางไว้ในมุมหนึ่งของบ้านเข้า และเมื่อลูคัสตัดสินใจเปิดหนังเรื่องนี้ดู ก็เป็นอันแน่ชัดว่าเขาถูกหนังที่ว่าด้วยนักธุรกิจที่ขับรถหรูแซงรถบรรทุก ก่อนจะพบว่าไอ้รถกระป๋องคันนั้นมันดันขับไล่ล่าเขาอย่างไม่สิ้นสุด ดึงดูดให้ติดหนึบอยู่หน้าจอโทรทัศน์นานอีกนับชั่วโมง “ผมสงสัยว่านี่มันหนังอะไรกันนะเลยหยิบขึ้นไปเปิดดู กะว่าจะดูสัก 10 หรือ 15 นาทีแค่นั้นแหละ” ลูคัสว่า “แต่พอเริ่มดูเท่านั้นแหละ ผมก็หยุดตัวเองไม่ได้เลย และเอาแต่คิดว่า ไอ้หมอนี่มันคมคายไม่เบา สงสัยต้องทำความรู้จักให้มากกว่านี้ซะแล้ว”

ในปี 1970 เมื่อลูคัสต้องเดินทางมายังลอสแองเจลิสเพื่อถ่ายหนัง American Graffiti พร้อมกันนั้นก็เปิดบ้านพักให้เหล่านักวิจารณ์หนังหน้าใหม่ๆ มาเยี่ยมเยือน ดูหนังด้วยกัน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีสปีลเบิร์ก ซึ่งตอนนั้นกำลังง่วนอยู่กับการเขียนบทหนัง The Sugarland Express อยู่ด้วย และเป็นช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเองที่ทั้งสองทำความรู้จักกันมากขึ้น “เรากลายเป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้นล่ะครับ” ลูคัสว่า

และถัดจากนั้นอีกเพียงหนึ่งปีให้หลัง Jaws (1975) ของสปีลเบิร์กก็สร้างแรงสะเทือนไปทั่วฮอลลีวูด ขณะที่ลูคัสกำลังอยู่ในภาวะหวาดหวั่นกับความสำเร็จของ American Graffiti ที่กวาดเงินไปได้กว่า 140 ล้านเหรียญฯ จนดูราวกับว่า โปรเจ็กต์หนังเรื่องต่อไปของเขาที่ว่าด้วยการต่อสู้ในจักรวาลอันไกลโพ้นนั้น ดูจะเป็นเรื่องเหลวไหลและทำเงินไม่ได้

ด้วยความวิตกนี้ เขาเดินทางไปยังกองถ่าย Close Encounters of the Third Kind ที่สปีลเบิร์กกำกับ และใช้เวลาอยู่ในกองนั้นถึงสองวัน ก่อนจะพบว่า บางทีแล้วหนังที่ว่าด้วยการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเรื่องนี้ของสปีลเบิร์ก น่าจะทำเงินมากกว่าหนังของเขาในบ็อกซ์ออฟฟิศ

“จอร์จพักกอง Star Wars แบบประสาทเสียนิดๆ” สปีลเบิร์กเล่า “เขารู้สึกว่า Star Wars ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาวาดภาพไว้ในตอนแรก และรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำหนังเด็กเฉยๆ

“เขาเดินมาบอกผมว่า ‘พระเจ้า หนังของนายมันต้องเปรี้ยงกว่า Star Wars แหงๆ และคงได้กลายเป็นหนังฮิตตลอดกาลด้วย’” สปีลเบิร์กเล่า “แถมจอร์จยังบอกผมอีกว่า ‘นายเอาไปเลย 2.5 เปอร์เซ็นต์ของ Star Wars ถ้านายยอมให้ฉันได้ส่วนแบ่ง 2.5 เปอร์เซ็นต์ของ Close Encounters เหมือนกัน’ ผมเลยรับพนันเขาอะ”

แน่นอนว่าหนังของสปีลเบิร์กไม่ได้แป้ก มันทำเงินไปถึง 303 ล้านเหรียญฯ หากแต่นั่นยังเทียบกันไม่ได้กับความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของ Star Wars ที่กวาดไปถึง 775.4 ล้านเหรียญฯ และงอกหนังภาคต่อตามมาอีกจำนวนมาก เป็นอันว่า เมื่อคิดจากเปอร์เซ็นต์ที่ควรจะได้จากการเดิมพันในครั้งนี้แล้ว สปีลเบิร์กรับทรัพย์ไปเต็มๆ 40 ล้านเหรียญฯ จากความสำเร็จในครั้งนี้ของ Star Wars “Close Encounters ไม่ได้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่อะไร หากแต่ Star Wars คือปรากฏการณ์” สปีลเบิร์กเล่าอย่างสุขใจ

ถัดจากนั้น ลูคัสเดินทางออกจากลอสแองเจลิสไปยังฮาวาย และชวนสปีลเบิร์กมาด้วย หากแต่ตอนนั้นเจ้าหนุ่มสปีลเบิร์กที่ดังระเบิดเป็นพลุไปแล้วจากหนังฉลาม กำลังลังเลกับเส้นทางต่อไปของเขาเพราะถูก ชับบี บร็อคโคลี โปรดิวเซอร์หนังชื่อดังชวนให้ไปกำกับแฟรนไชส์ยักษ์อย่าง James Bond

“พวก ฉันมีบางอย่างแจ่มกว่านั้นมาเสนอนาย” ลูคัสว่า “มันเรียกว่า Raiders of the Lost Ark นายสนใจไหม”

และที่ชายหาด บนเกาะแห่งหนึ่งในฮาวายนั่นเอง ที่สปีลเบิร์กบอกปัดการกำกับหนังสายลับชาวอังกฤษ เพื่อเริ่มการผจญภัยของ อินเดียนา โจนส์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นหนังมหากาพย์ทำเงินอีกเรื่องของเขา

ภายหลัง ลูคัสให้สัมภาษณ์ว่า หนึ่งในความเพลิดเพลินของเขาคือการได้ดูสปีลเบิร์กกำกับหนัง “มันเหมือนกับการได้ดูอัลเบิร์ต ไอไตน์หรือโธมัส เอดิสันทำงาน มันเหมือนการได้ดูไมเคิล จอร์แดนหรือไทเกอร์ วูดส์ลงแข่ง คืออัจฉริยะสักคนที่คุณพอจะนึกชื่อออกน่ะ”

ภายหลัง สปีลเบิร์กยังไปช่วยลูคัสออกแบบฉากบางฉากใน Star Wars: Episode III – Revenge of the Sith (2005) เพราะอยากทดลองและทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของเทคนิคงานซีจีจากบริษัท Industrial Light & Magic ของลูคัส (ก่อนที่ในเวลาต่อมา เขาจะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสำคัญของ ILM ด้วย) ฟากลูคัสเองก็ยินดีอย่างยิ่งที่สปีลเบิร์กมาช่วยเพราะเขารู้สึกว่าลำพังหน้าที่กำกับ, เขียนบท, โปรดิวซ์นั้นหนักเกินไปสำหรับเขามาก (ส่วนฉากที่สปีลเบิร์กออกความเห็นนั้นคือฉากสุดอลังอย่างการดวลดาบไลต์เซเบอร์ระหว่าง โอบี วัน กับ ดาร์ธ เวเดอร์!) ต่อมานั้น ลูคัสช่วยเขียนบท Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull (2008) ให้สปีลเบิร์กด้วย

“คนมาดูหนังเพราะอยากดูความสามารถอันล้นเหลือของสตีเวนในฐานะผู้กำกับ ให้คนอื่นมาทำหนังของเขาก็ทำไม่ได้แบบเขาหรอก เขาจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น” ลูคัสกล่าว ขณะที่สปีลเบิร์กนั้นพูดถึงลูคัสอย่างชมเชยอีกทีว่า  บาคาร่า

“คนที่ผมสบายใจที่จะร่วมงานได้มากที่สุดคือจอร์จ ลูคัสครับ เขาคือหัวหน้าที่เยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยมี และเป็นหัวหน้าที่เปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นด้วยเหมือนกัน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *